Features | Security

ตรวจ ผล สลากกินแบ่ง รัฐบาล 1 กรกฎาคม 63: Flashpoints and Arms Races to Watch in 2019

sites like funzpoints,ผู้สื่อข่าวรายงานว่าราคาหุ้น บริษัท ไดอิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ DAII ปิดตลาดวันนี้อยู่ที่ 5.05 บาท ลบ 0.50 บาท หรือ 9.01% ต่ำสุดที่ 5.00 บาท สูงสุดที่ 5.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 21.07 ล้านบาทบล. ทรีนีตี้ระบุในบทวิเคราะห์ (29 ส.ค.) ว่าFORTHได้ร่วมมือกับพันธมิตรเพือให้ต่อยอดการให้บริการของตู้บุญเติม ล่าสุดได้มีการพูดคุยกับบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ในการพัฒนาตู้กดเครื่องดื่มอัตโนมัติที่สามารถเป็นตู้เติมเงินได้ด้วย แผนขยายลงทุนต่างประเทศโดยจะเข้าไปทำตลาดตู้เติมเงินในประเทศ ฟิลิปปินส์อย่างเต็มตัวแนวโน้มอันดับเครดิต Stable หรือ คงที่ สะท้อนถึงการคาดการณ์ว่าบริษัทจะสามารถรักษาสถานะในการแข่งขันที่แข็งแกร่งในธุรกิจหลักของบริษัทต่อไป ทั้งนี้ อันดับเครดิตของบริษัทอาจปรับเพิ่มขึ้นได้หากบริษัทสามารถเพิ่มจำนวนและความหลากหลายให้แก่ธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารได้โดยที่ยังคงรักษาสถานะทางการเงินให้อยู่ได้ในระดับปัจจุบัน ในทางตรงข้าม อันดับเครดิตอาจถูกปรับลดลงหากผลการดำเนินงานของบริษัทหดตัวลงเป็นเวลานาน หรือบริษัทมีการลงทุนที่มีการก่อหนี้จำนวนมากบริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา ก่อตั้งโดยตระกูลจิราธิวัฒน์ในปี 2523 โดยปัจจุบันตระกูลจิราธิวัฒน์ถือหุ้นบริษัทในสัดส่วน 63% บริษัทเป็นหนึ่งในผู้นำในธุรกิจโรงแรมและธุรกิจอาหารในประเทศไทย ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2558 บริษัทบริหารโรงแรม 41 แห่ง รวมจำนวนห้องพักทั้งสิ้น 7,805 ห้อง โดยโรงแรมทั้งหมดตั้งอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของไทยและในต่างประเทศ 4 ประเทศ ได้แก่ มัลดีฟส์ เวียดนาม ศรีลังกา และอินโดนีเซีย บริษัทบริหารงานโรงแรมภายใต้แบรนด์ เซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทารา และ เซ็นทรา และมีโรงแรมของตนเองทั้งสิ้น 15 แห่ง โดย 1 แห่งอยู่ภายใต้กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้ โรงแรมที่บริษัทเป็นเจ้าของโดยตรงคิดเป็นสัดส่วน 49% ของจำนวนห้องทั้งหมด?ทั้งนี้ ราคาหุ้นที่มีการปรับตัวลงคาดว่ามีประเด็นจากDAIIรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/58 สิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย.58 (รวมบริษัทย่อย) มีกำไรสุทธิ 2.16 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.02 บาทต่อหุ้น ลดลง 58% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 5.17 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.06 บาทต่อหุ้นGUNKUL (BUY:[email protected]) : ช่วง2Q58 กำไรโต67%YoY ดีกว่าคาด31% จากงานTrading ที่มากกว่าคาดส่วนปี58 คาดกำไรยังโตเด่น37%YoY เนื่องจากช่วง2H58 จะเริ่มก่อสร้างEPC โรงไฟฟ้าพลังงานลม3 โครงการและโรงไฟฟ้าญี่ปุ่นอีก1 โครงการ + มีUpside 38.2% จึงแนะนำซื้อSET lndex: แนวโน้มลงEA ซื้อ กำไร 2Q15 เติบโต 38% q-q และ 96% y-y ขณะที่กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นหนุนกำไรเติบโตระยะยาว: แนะนำ ซื้อ EA ด้วยเป้าหมายพื้นฐาน 30 บาท จาก 1) กำไร 2Q15 เติบโตแกร่งเป็น 800 ล้านบาท หรือ +38% q-q และ +96% y-y และคาดการณ์กำไรทั้งปีที่ 3.05 พันล้านบาท หรือ +89.4% y-y และด้วยกำลังการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในปี 2016 (การก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่พิษณุโลก 90MW และพลังงานลม Hadd 126MW เป็นไปตามแผน) คาดว่ากำไรจะเพิ่มขึ้นเป็น 5.9 พันล้าน หรือ +95% y-y 2) ผลการดำเนินงานมีความมั่นคงสูง และ PE ลดลงอย่างรวดเร็วจาก 26x ปีนี้ เป็น 14x ในปี 2016 และ พร้อม Dividend Yield ที่เพิ่มขึ้นจาก 1.1% ปีนี้เป็น 2.2-3.6% ในปี 2016-17 3) มี Upside จากการลงทุนในอนาคต ด้วย D/E ที่ค่อยๆ ลดลงต่อเนื่องจาก 2.2x ปีนี้ เป็น 1.9-1.5x ในปี 2016-17 ขณะที่ทางเทคนิคลุ้นทะลุ 22.1 และ 22.5 จะมีเป้าหมายถัดไปที่ 23.2-23.6 บาทคำค้น ADAM บริษัท บูรพาทัศน์ (1999) จำกัด48/5-6 ชั้น 2 ซ.รุ่งเรือง ถนน รัชดาภิเษก แขวง สามเสนนอก เขต ห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10320,ขณะที่ผลการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 50.05 ล้านบาท หรือ 0.015 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 197.93% หรือกว่า 1 เท่าตัว จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 16.82 ล้านบาท หรือ 0.005 บาทต่อหุ้น、ตรวจ รางวัล 16 ก ค、ขณะเดียวกัน บริษัทฯ มีแผนขยายธุรกิจสู่กลุ่มอุตสาหกรรมผลิตอาหารแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยจะนำวัตถุดิบไปสร้างมูลค่าเพิ่มโดยแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์พร้อมรับประทาน (Ready to eat) ซึ่งได้เริ่มจากผลิตภัณฑ์ไส้กรอกไก่ภายใต้แบรนด์ ไทยอร่อย ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ จากทิศทางการดำเนินธุรกิจดังกล่าว ทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นต่อหุ้น IPO ของ TFG、SPCG ซื้อเก็งกำไร แนวรับ 24.50-24.40 แนวต้าน 25-25.25 , 25.75-26.25 cut loss ถ้าหลุด 24.40 นักลงทุนระสั้นที่ปิด Short ทำกำไรพร้อมทั้งเปิด Long กลับเมื่อเช้านี้ แนะนำให้ถือต่อ โดยมีจุด Stop loss อยู่ที่ 48 ดอลลาร์ทั้งนี้ แนวโน้มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยยังอยู่ในระดับดีจากการมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าดึงดูดใจและมีคุณภาพสูง อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยท้าทายอีกมากมายที่อาจจำกัดการเติบโตของการท่องเที่ยวไทย เช่น การชะลอตัวเป็นเวลานานของภาวะเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปและความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการที่จะถนอมรักษาและคงสภาพทรัพยากรทางธรรมชาติให้น่าดึงดูดใจอย่างยั่งยืนนอกจากนี้ภายหลังบริษัทได้เข้าซื้อกิจการ 4 แห่ง ประกอบด้วย Polyplex , Performance Fibers , Bangkok Polyester และ CEPSA ในปี 58 ทำให้บริษัทมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 1 ล้านตัน ส่งผลให้มีกำลังการผลิตรวมเป็น 8.5 ล้านตัน/ปีในปัจจุบัน ขณะที่การเจรจาซื้อกิจการในโครงการ Lion II ยังอยู่ในกระบวนการเจรจา ซึ่งจะช่วยส่งเสริมกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มในอเมริกาเหนือ โดยบริษัทมีแผนที่จะขยายธุรกิจ PTA เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ซึ่งหากโครงการ Lion II เสร็จสิ้น คาดว่าจะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 700,000 ตัน ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าทั้ง 3 โครงการ มีขนาดกำลังการผลิตเท่ากันทั้งหมด ที่ระดับ 0.96 เมกะวัตต์ โดยได้เริ่มดำเนินการขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ หรือ COD ตั้งแต่ วันที่ 26 กันยายน 2556, 22 กุมภาพันธ์ 2556 และ 3 พฤษภาคม 2555 ตามลำดับด้านส่วนต่าง(สเปรด)ราคาน้ำมันดิบ ดูไบ และราคาน้ำมันเบนซิน ในช่วงครึ่งปีหลังอยู่ที่ 15 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล โดยความต้องการใช้น้ำมันเบนซินมากที่สุดจะอยู่ในช่วงไตรมาส 3/58 ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลการท่องเที่ยวของสหรัฐฯ ซึ่งเสปรดจะสูงขึ้นในไตรมาส 3/58 และจะลดลงในช่วงก.ย. และไตรมาส 4/58 โดยมองว่าสเปรดน้ำมันเบนซินสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ 16.3 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล。

นายชวิต แสงอุดมเลิศ หัวหน้าฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC เปิดเผยว่า บริษัทมีความพร้อมที่จะเข้าประมูล 4G ทั้ง 2 คลื่น ทั้ง 1800 MHz และ 900 MHz โดยที่ผ่านมาบริษัทได้ออกหุ้นกู้ในวงเงิน 15,000 ล้านบาท เพื่อเตรียมการลงทุนขยายโครงข่ายและการประมูลคลื่นความถี่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งขณะนี้ก็อยู่ระหว่างรอความชัดเจนในเรื่องของเงื่อนไขการประมูลต่างๆ จากทางสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)อย่างไรก็ตาม บริษัทได้มีการปรับกลยุทธ์ ศึกษาแนวทางการลดต้นทุน ทั้งด้านกระบวนการผลิต และด้านวัตถุดิบ เพื่อให้สามารถเพิ่มอัตรากำไรให้อยู่ในระดับที่สูงได้ในสภาวการณ์เช่นนี้ และจะพยายามรักษาการเติบโตของรายได้ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 2,662.56 ล้านบาท โดยปัจจุบันมูลค่างานในมือ (Backlog) ของบริษัทมีสูงถึง 2,300 ล้านบาท โดย Backlog ดังกล่าวจะรับรู้เป็นรายได้ภายใน 1 ปีครึ่ง สำนักงานปริวรรตเงินตราแห่งรัฐของจีน (SAFE) เปิดเผยว่า จีนมียอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 7.76 หมื่นล้านดอลลาร์ในไตรมาสที่ 2 ปีนี้ แต่ได้รับการชดเชยจากยอดขาดดุลบัญชีทุนและบัญชีเงิน โดยตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากยอด 7.56 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นยอดที่ปรับค่าแล้วทั้งนี้บริษัทได้เปิดการขายโครงการ เดอะ ไลน์ สุขุมวิท 71 สำหรับชาวต่างชาติพร้อมกันใน 3 ประเทศ ได้แก่ ฮ่องกง สิงคโปร์และไต้หวันในวันที่ 1-2 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งปรากฎว่ามีลูกค้าชาวต่างชาติเข้าร่วมงานโรดโชว์ถึงกว่า 1,500 คน และให้ความสนใจโครงการเกินจากเป้าโควต้าที่วางขายไว้ในต่างประเทศจนต้องเพิ่มจำนวนยูนิตในการเปิดขาย เนื่องจากนักลงทุนในทั้ง 3 ประเทศรู้จักประเทศไทยเป็นอย่างดีและมองว่าการลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพฯ มีต้นทุนในการลงทุนน้อย ขณะที่ให้ผลตอบแทนจากค่าเช่าถึง 5-7% ซึ่งมากกว่าการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในประเทศอื่น? SET ปิดเช้าลบ 5.63 จุด COM7 ซื้อ-ขายสูงสุด 4.72 พันลบ.ขณะที่ผลการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 1.23 พันล้านบาท หรือ 1.331 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 88% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 654.11ล้านบาท หรือ 0.779 บาทต่อหุ้นขณะที่ผลการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 223.05ล้านบาท หรือ 0.20บาทต่อหุ้น ลดลง 28.43% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 311.65ล้านบาท หรือ 0.28บาทต่อหุ้นDAII รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/58 สิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย.58 (รวมบริษัทย่อย) มีกำไรสุทธิ 2.16 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.02 บาทต่อหุ้น ลดลง 58% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 5.17 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.06 บาทต่อหุ้น,นางสาววรรณี จันทามงคล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายบัญชีและการเงิน บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO เปิดเผยว่า บริษัทคาดอัตรากำไรขั้นต้นในปีนี้จะอยู่ที่ 25% ต่ำกว่าปีก่อนที่ 26% หลังจากแนวโน้มของลูกค้าเปลี่ยนเป็นการซื้อสินค้าที่มีมาร์จิ้นต่ำ เพราะพฤติกรรมการใช้จ่ายมีการระมัดระวังมากขึ้นAOT ราคาปิด 291, ITD เซ็นสัญญาพัฒนาทวายระยะแรก 1.6 หมื่นไร่ลงทุน 1.7 พันล้านเหรียญฯ、ด้านนักลงทุนจับตาดูความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) หลังจากนายเดนนิส ล็อคฮาร์ท ประธานเฟดสาขาแอตแลนตา เปิดเผยล่าสุดว่า เฟดใกล้ที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปีแล้ว โดยระบุว่าความคืบหน้าของเศรษฐกิจนับตั้งแต่ต้นปีนี้ค่อนข้างน่าพอใจ และเขามีความเชื่อมั่นต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมากกว่าในช่วงหลายเดือนก่อนหน้านี้ รวมทั้งมีความกังวลลดลงต่อการพลิกผันของภาวะเศรษฐกิจ โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะสามารถรับมือต่อภาวะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปของเฟดสำหรับเป้ารายได้รวมคาดว่าจะอยู่ราว 5.5-6.0 หมื่นล้านบาท เนื่องจากในปีนี้ราคาก๊าซ LPG เฉลี่ย 6 เดือน อยู่ในระดับ 460 เหรียญเท่านั้น ต่างกับปี 2557 ที่เฉลี่ย 6 เดือน อยู่ที่ระดับ 885 เหรียญ โดยคาดว่าในปีนี้ผลประกอบการจะสามารถพลิกกลับมาเป็นกำไรโดยในวันที่ 11 สิงหาคมนี้กระทรวงคมนาคมจะประชุมสรุปต้นทุนค่าโดยสารและราคาที่จะสามารถปรับลดลงได้ โดยยอมรับว่าแนวโน้มค่าโดยสารทั้งรถเมล์ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) และบริษัท ขนส่ง จำกัด(บขส.) มีโอกาสปรับลดลง ส่วนเรือโดยสารได้สั่งการให้กรมเจ้าท่าสรุปต้นทุนทั้งหมดภายในสัปดาห์นี้ เพื่อนำเสนอให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาสัปดาห์หน้า มีความเป็นไปได้ปรับลดราคาลงเช่นเดียวกันนอกจากนี้ บริษัทยังมีโครงการอนาคต 1) ขยายสาขาร้านค้าปลีกของบริษัทได้แก่ร้าน Banana IT และร้าน iStudio โดยตั้งเป้าเปิดสาขาเพิ่ม 38 สาขาและปรับปรุงสาขาเดิม 12 สาขา และจะเปิดให้ร้านของ Apple เป็นจุด Drop point ในการส่งสินค้าไปยังศูนย์บริการ iCare 2) ขยายสาขาร้าน Mango Mobile เพิ่มขึ้นอีก 20 สาขา และ 3) ขยายช่องทางการค้าปลีกแบบ E-Commerce ตลาดหุ้นเอเซียช่วงเช้าส่วนใหญ่สามารถยืนได้ในแดนบวก โดยตลาดหุ้นจีนปรับเพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง 4.00% ตามด้วยตลาดหุ้นไต้หวัน ญี่ปุ่นและฮ่องที่ปรับเพิ่มขึ้น 0.38% 0.33% และ 0.02% ตามลำดับ ขณะที่หุ้นในกลุ่ม TlP ล่าสุดตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ปรับเพิ่มขึ้น 0.2% สวนทางกับตลาดหุ้นอินโดนิเซียติดลบ 0.99% สำหรับตลาดหุ้นไทย ดัชนี SET lndex ปิดที่ 1,423.16 จุด ปรับลดลง 5.63 จุด หรือเท่ากับ 0.39% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 1.76 หมื่นล้านบาท ,นอกจากนี้ บริษัทประกาศจ่ายปันผลงวดดำเนินงานวันที่ 01 ม.ค. 2558 ถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2558 โดยจ่ายเป็นเงินสด 0.35 บาทต่อหุ้น โดยจะขึ้นเครื่องหมาย XD ไม่ได้รับสิทธิปันผลในวันที่ 19 ส.ค. 2558 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 04 ก.ย. 2558ทั้งนี้ กรีซมีกำหนดต้องชำระหนี้มากกว่า 3 พันล้านยูโรต่อ ECB ในวันที่ 20 ส.ค. ซึ่งหากกรีซไม่ได้รับเงินกู้เพิ่มเติมจากเจ้าหนี้ ก็จะประสบภาวะผิดนัดชำระหนี้ขณะที่ผลการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 418.04 ล้านบาท หรือ 0.33 บาทต่อหุ้น ลดลง 54% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 905.45 ล้านบาท หรือ 0.72 บาทต่อหุ้น。

Will 2019 see an increased chance for military confrontation in Asia?

Flashpoints and Arms Races to Watch in 2019

In this Friday, April 13, 2018, file photo released by Military News Agency, Taiwan’s President Tsai Ing-wen, second from left, inspects on a Kidd-class destroyer during a navy exercise off the northeastern port of Su’ao in Yilan County, Taiwan. Tsai boarded a navy destroyer to review military drills ahead of planned war games by rival China.

Credit: Military News Agency via AP, File

The 2019 security outlook for Asia, as in past years, is dominated by a number of regional flashpoints that include the Korean Peninsula, the South and East China Seas, as well as the Taiwan Strait, all of which have the potential to trigger a military confrontation. Nonetheless, there appears to be a reduced risk for open military clashes in all of the four cases in the next 12 months.

Simultaneously, 2019 will likely see an intensification of the war in Afghanistan, amid ongoing peace negotiations?and?the suggested withdrawal of 7,000 U.S. troops from the country;?the presidential election scheduled for the spring?may be postponed. Other areas our readers should watch include:?a possible uptick in violence in Jammu and Kashmir as a result of the 2019 Indian general elections (especially in combination with large-scale, ostensibly Pakistani-sponsored terror attacks, which might compel Indian Prime Minister Narendra Modi to retaliate more forcefully in 2019 than in a non-election year), the usual chance of South Asian border disputes getting out of control, ?and increased naval competition between India, China, and Pakistan in the Indian Ocean. Naval competition is especially noteworthy as all three states are in the process of fielding, or already have deployed, nuclear-armed submarines.

Overall, 2019 will see a general diffusion of military capabilities in the Indo-Pacific region without any single state being capable of dominating the region militarily. While China will remain the region’s top military power, it qualitatively still cannot compete with the much smaller South Korean and Japanese militaries, let alone U.S. forces. In turn, the United States is no longer capable of militarily dominating the region as it had during the 1990s and 2000s. Consequently, an uneasy balance of power is expected to prevail in the region.

Flashpoints

First, should North Korea continue to refrain from further testing of nuclear weapons or long-range missiles, 2019 will most likely be dominated by summit diplomacy with North Korean leader Kim Jong Un possibly parlaying face-to-face with Russia’s Vladimir Putin, Japan’s Shinzo Abe, South Korea’s Moon Jae-in, and the United States’ Donald Trump.? Conversely, a major known unknown will be the reaction of the U.S. president once it will become clearer in 2019 that Pyongyang will not relinquish its nuclear deterrent.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Second, while the United States, along with its regional allies and partners, will continue to carry out freedom of navigation operations (FONOP)?challenging excessive maritime claims in the South China Sea that will draw the ire of Beijing, the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) and China are expected to complete the first draft of a South China Sea Code of Conduct in 2019. Following a steady Chinese military buildup in the contested waters over the past years, an uneasy military stalemate will likely continue to hold throughout the next 12 months.

Third, after tensions between China and Japan in the East China Sea spiked in 2012, last year saw a number of Chinese intrusions into Japan’s contiguous marine zone. Yet, the past 14 months have nevertheless seen a marked diffusion of bilateral tensions — a trend expected to continue into 2019. Both countries will push on with the implementation of East China Sea crisis management and communication mechanisms, officially agreed to in December 2017. Chinese President Xi Jinping will also make his first official visit to Japan in June 2019.

Fourth, while China has stepped up its military pressure on Taiwan throughout 2018, including long-range bomber patrols?and naval exercises in close vicinity to the island (the People’s Liberation Army openly seeks readiness to invade Taiwan by 2020), a cold peace between Taipei and Beijing is likely to prevail throughout 2019. Nonetheless, the Taiwan Travel Act, a U.S. law enacted to revitalize reciprocal visits between the U.S. and Taiwan by high-level government officials and signed into law in 2018, as well as a $1 billion U.S. arms package for Taiwan, is bound to increase tensions throughout 2019.

The 2019 Arms Races

All Asian powers are expected to continue their military modernization programs throughout 2019 with six regional states likely making the 2019 top 10 global military spenders’ list. Here are several military hardware developments worth keeping an eye on:

First, India is expected to induct its most advanced nuclear-capable intercontinental ballistic missile (ICBM), the Agni-V,?to date in the first quarter of 2019. With its increased range and accuracy, the introduction of this new weapon system could pose a problem for long-term strategic stability in Asia. India is also expected to conduct its first real nuclear deterrence patrol in 2019. Long term strategic stability could be further undermined by Pakistani efforts to field a submarine-launched cruise missile (the Babur-3) and a medium-range ballistic missile?fitted with multiple independently targetable re-entry vehicles, or?MIRVs.

Second, China will continue to produce units composed of one of the region’s most advanced long-range air defense system, the Russian-made S-400?Triumf?(NATO reporting name: SA-21 Growler)?into service, which will significantly boost the People’s Liberation Army anti-access capabilities, especially around Taiwan. (Taipei, meanwhile, will continue its development of an indigenous submarine force ?as well as push for the sale of F-35Bs.) China’s first domestically designed and built aircraft carrier, the Type 002 (CV-17), could also enter service as early as the fourth quarter of 2019 further boosting China’s blue water navy capabilities. Notably, the next 12 months may also witness the first operational deployment of a hypersonic glide vehicle (HGV), the DF-17, with significant implications for strategic relations in Asia.

Third, Russia is back as a major military power in the Asia-Pacific. In 2019, the Russian Eastern Military District — the military arm responsible for operations across the Pacific — is expected to receive more than 6,240 pieces of new and upgraded military equipment. 2019 will likely see the delivery of the nuclear-powered ballistic missile submarine Knyaz Vladimir, the Russian Navy’s first upgraded Project 955A?Borei II-class boomer, to the Pacific Fleet. ?Russia’s Strategic Missile Forces are also slated to receive their first HGV in 2019. Additionally, the first batch of Sukhoi Su-57 fighter aircraft, Russia’s first indigenously designed and built fifth-generation stealth fighter jet, is expected to be be delivered to the Russian Air Force in late 2019. Finally, Russia is expected to commission its largest nuclear-powered icebreaker in 2019, whose primary mission will be to clear passages for ship traffic on the Northern Sea route, which runs along the Russian Arctic coast from the Kara Sea to the Bering Strait.

Fourth, the air forces of Australia, Japan, and South Korea will also continue to induct their fleets of F-35A Lightning II Joint Strike Fighters in 2019. These aircraft will primarily serve as platforms for long-range air-to-surface/air-to-air standoff missiles. The Diplomat readers should pay special attention to these weapons systems as they will be an important factor in determining the military balance in East Asia and beyond. Other noteworthy developments to keep an eye on in 2019 are bilateral drills involving Japan’s recently stood up Amphibious Rapid Deployment Brigade, South Korea’s continuous development of its?Kill-Chain pre-emptive strike capabilities, and Australia’s SEA 1000 Future Submarine Program.

Another important development to follow will be Japanese deliberations over the procurement of?vertical or short takeoffs and vertical landings F-35Bs and to convert the?Izumo-class of helicopter destroyers into full-fledged aircraft carriers to accommodate the new aircraft. Additionally, readers should pay special attention to Vietnam’s defense deals in 2019. Russia and Vietnam are in final talks over the purchase of 24 Su-35S “Flanker-E” multirole fighter jets — assumed to be delivered in two batches of 12 — with details of the contract reportedly finalized during the visit of Russian Defense Minister Sergei Shoigu to Hanoi in January 2018. Negotiations over the acquisition of two S-400?Triumf? batteries are purportedly also at an advanced stage.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

The United States is expected to maintain a similar force posture in the Asia-Pacific as in 2018 with no major changes save for the deployment of an additional three-ship amphibious ready group (ARG) into the region. Additionally, the U.S. will maintain its continuous bomber presence mission as well as its only forward-deployed? Nimitz-class supercarrier, along with no significant increase or decrease of U.S. ground forces in the Asia-Pacific region. Notably, however, the U.S. could quietly begin negotiating with Japan and South Korea over the deployment of future U.S. ground-launched ballistic and cruise missiles on their territories following the termination of the INF treaty, which could make 2019 a particular eventful year for nuclear diplomacy in Asia. 2019 will also likely see the first deployment since 2017 of a Littoral Combat Ship to the region.

While next year will not see a Rim of the Pacific Exercise (RIMPAC), and scaled down Foal Eagle and Key Resolve exercises, The Diplomat readers should follow the first ever tri-services joint exercises between India and the United States in 2019, the first ASEAN-U.S. Maritime Exercise, ?as well as the annual iterations of the Russia-China “Peace Mission” and “Joint Sea” military drills. Interestingly, the 23rd rendition of the Malabar naval exercise, involving aircraft and ships from Indian Navy, the U.S. Navy, and the Japan Maritime Self Defense Force, is expected to take place in Japanese waters for the first time in 2019.

Outlook

Notably, the absence of a single dominating regional military power in combination with the proliferation of advanced military capabilities in the Asia-Pacific region increases the chances of miscalculation when it comes to assessing the costs and benefits of limited war. The Asia-Pacific region will remain the most militarized region in the world in 2019. The three largest defense budgets in the world are in countries with significant military assets in the region:?the United States, China, and Russia.

This should not distract from the optimistic outlook that 2019 will likely see a reduced risk for military confrontation. The Diplomat readers should, however, keep in mind: Despite our best efforts, the next major military confrontation in the Asia-Pacific, like most military conflicts, will almost certainly come as an apparent surprise and when least expected.

Franz-Stefan Gady is a Senior Editor with the The Diplomat and Senior Fellow with the East West Institute. He tweets @hoanssolo.?