Features | Security

เงินฟรี สล็อต fun88: Flashpoints and Arms Races to Watch in 2019

ghostbusters the video game remastered,ดัชนีตลาดหุ้นจีนฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยจากความหวังมาตรการสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดหุ้น ด้านตลาดหุ้นไทย กลุ่ม ICT รีบาวด์ได้เช้าวันนี้หลังจากปรับตัวลงแรงวานนี้โดยเฉพาะ ADVANC ซึ่งตลาดคาดว่าจะจ่ายปันผลในระดับที่สูง ทั้งนี้ SET ภาคเช้าปิดที่ระดับ 1250.90 จุด, -2.44 จุด -0.19% ด้วยมูลค่าซื้อขายเพิ่มขึ้นมาที่ระดับ 2.1 หมื่นลบ. นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ค่าเงินบาทตั้งแต่ต้นปีเคลื่อนไหวในกรอบ 36.08-36.35 บาท/ดอลลาร์ โดยอ่อนค่าลงประมาณ 0.7% นับจากสิ้นปีที่แล้ว ซึ่งการอ่อนค่าของเงินบาทดังกล่าวถือว่าสอดคล้องกับค่าเงินภูมิภาคท่ามกลางความเสี่ยงในตลาดการเงินโลกที่มีมากขึ้น ซึ่งความผันผวนที่เกิดขึ้นกับตลาดการเงินไทยหลังช่วงปีใหม่นี้เป็นผลมาจากปัจจัยภายนอกเป็นสำคัญทั้งนี้ หากนักลงทุนมีความพร้อมในการลงทุนระยะยาว ยังสามารถทยอยเก็บหุ้นได้ แต่ในระยะสั้น แนะนำให้ระมัดระวังลงทุน และรอจังหวะการลงทุน อย่างไรก็ตามในส่วนมาตรการทางตลาดฯคงไม่มีอะไรเพิ่มเติมออกมา รวมทั้งในส่วนกองทุนพยุงหุ้น ก็ยังไม่มีความคิดในส่วนนี้ออกมา แต่มาตรการที่จะทำได้ คือความร่วมมือกับทางกองทุน โบรกเกอร์ ในการเปิดสัมมนาให้ข้อมูลนักลงทุนสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้น พบว่าตู้เซฟนิรภัยขนาดเท่าตู้ไมโครเวฟ ถูกคนร้ายยกหายไป ซึ่งข้างในนั้นมีเครื่องเพชรและทองรูปพรรณหลายอย่าง ขณะเดียวกันกระเป๋าและรองเท้าหนังแบรนด์เนมจากต่างประเทศที่อยู่ใกล้ๆ กัน ก็ถูกขโมยไปด้วย รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 10 ล้านบาท ทว่ากลับไม่พบร่องรอยงัดแงะหรือรื้อค้นแต่อย่างใด ,ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับตลาดส่วนใหญ่ในภูมิภาคที่ปรับตัวลดลง โดยตลาดยังคงได้รับแรงกดกัน ต่อความกังวลต่อตลาดหุ้นจีน หลังใกล้ครบกำหนดการห้ามขายหุ้นของผู้ถือหุ้นใหญ่, อย่างไรก็ดี ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญวานนี้ ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ ส่งผลให้ตลาดไม่ปรับตัวลงมากนัก. สำหรับดัชนี SET วันนี้มีแรงซื้อคืนในหุ้นกลุ่มสื่อสาร หลังจากที่ปรับตัวลงแรงวานนี้ขณะที่บริษัทคาดว่ากำไรสุทธิในปีนี้จะสูงกว่าปีที่แล้วแน่นอน หลังมองโอกาสการขยายตลาดไปต่างประเทศที่มีการแข่งขันไม่มาก ประกอบกับมีมาร์จิ้นที่ดีกว่า โดยตั้งเป้าหมายรายได้ปีนี้อยู่ที่ราว 4.5 พันล้านบาท เติบโต 15% จากคาด 3.7 พันล้านบาทในปี 58 ขณะที่ตลาดในประเทศยังเติบโตในระดับต่ำราว 5-6% เท่านั้น พร้อมมองหาพันธมิตรเพื่อเข้าร่วมทุนหรือซื้อกิจการทั้งในและต่างประเทศเพื่อรองรับการขยายงาน โดยคาดว่าจะสรุปได้ 1 ดีลในปีนี้สำหรับโรงงานผลิตแบบครบวงจรของ BP ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกับโรงงาน AlphaPet, Inc. ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ IVL ที่ผลิต PET ซึ่งโรงงาน BP มีกำลังการผลิตโดยรวมประมาณ 1.8 ล้านตัน/ปี โดยมีกำลังการผลิตพาราไซลีน (PX) จำนวน 7.2 แสนตัน/ปี ,PTA จำนวน 1.02 ล้านตัน/ปีและ NDC (Naphthalene Dicarboxylate) ซึ่งเป็นเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษที่ใช้ในการผลิตโพลิเมอร์เฉพาะทางและฟิล์มสำหรับการใช้งาน เช่น หน้าจอโทรศัพท์สมาร์ทโฟน เป็นต้นประมาณการใน Bloomberg consensus คาดว่ากำไรงวดปี 58 จะเพิ่มขึ้นถึง 495% ในปี 58 จากฐานที่ต่ำในปีก่อนหน้า และเติบโตลดลงแต่ยังแข็งแกร่งเป็น 31% ในปีนี้ สำหรับรูปแบบราคาของ BA กลับมาเกิดความแข็งแกร่งครั้งใหม่อย่างชัดเจนหลังเมื่อวานนี้ปิดตลาดที่ 24.00 บาท ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่เข้ามาซื้อขายในตลาด หลังราคาสามารถยืนเหนือเป้าหมายสำคัญที่ 23.70 บาทไปได้แล้ว คาดว่าจะปรับตัวขึ้นต่อเพื่อไปทดสอบเป้าหมายสำคัญของการทำ New High ที่ 24.90 บาท และ 28.25 บาทตามลำดับ โดยมีจุด Stop Loss ในรอบนี้อยู่ที่ 23.40 บาท (แนวต้าน: 24.30, 24.60, 25.00; แนวรับ: 23.80, 23.50, 23.00)ทั้งนี้ เฟดได้ระบุในการประชุมและเน้นย้ำในรายงานการประชุมว่าเจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายการเงินของเฟดมีแผนจะดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปในการปรับขึ้นดอกเบี้ย อันเนื่องมาจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ,โดยการเข้าซื้อกิจการที่เกิดขึ้นนับเป็นการขยายธุรกิจแบบก้าวกระโดด เพื่อสร้างการเติบโตของกำไรอย่างมั่นคง ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า โดยมีเป้าหมายระยะสั้นในการสร้างมูลค่าอย่างมีนัยยะให้กับธุรกิจผ่านการลดต้นทุนการดำเนินงาน ในระยะกลาง และคาดว่าจะมีการเติบโตของกำไรที่เพิ่มขึ้น อันเป็นผลจากปัจจัยภายในมากกว่าแรงผลักดันจากภายนอก และในระยะยาวยังคงมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นและลูกค้า รวมทั้งสร้างโอกาสสำหรับพนักงาน เนื่องจากบริษัทจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำในด้านต้นทุนในทุกธุรกิจหลัก และมีการดำเนินงานในตลาดที่น่าสนใจ รวมถึงอยู่ในทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่มีทั้งปัจจัยประชากรในท้องถิ่นและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลกเป็นตัวขับเคลื่อนปริมาณความต้องการ、โปรโมชั่น แอด ไลน์ รับ เครดิต ฟรี 100 บาท 2019、ดัชนี 1,250.90 จุด เปลี่ยนแปลง -2.44 จุด มูลค่าการซื้อขาย 21,306 ล้านบาท ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือน ธ.ค.58 อยู่ที่ระดับ 76.1 โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นทุกรายการต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และดีที่สุดในรอบ 7 เดือน ฮั่งเส็งปิดดิ่ง 647.47 จุด เหตุวิตกสถานการณ์จีน ฮั่งเส็งเปิดร่วง 208.21 จุด เหตุวิตกเศรษฐกิจจีนซบเซา ฮั่งเส็งเปิดร่วง 208.21 จุด เหตุวิตกเศรษฐกิจจีนซบเซาคำแนะนำ: หลีกเลี่ยง、BEAUTY (Bt 5.60 เป้าเทคนิค 5.75-6 cut loss ถ้าหลุด 5.45)คาดดัชนีมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นได้บ้าง หลังจากมีการเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ธ.ค. ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน รวมถึงปัจจัยเรื่องการห้ามขายหุ้นของนักลงทุนรายใหญ่ของจีนจะมีการประกาศใช้ต่อไปอีก 3 เดือน แต่ด้วยภาพรวมของราคาน้ำมันที่ยังลดลงต่อเนื่องยังเป็นปัจจัยกดดันสำหรับตลาดหุ้นไทยต่อไป ดังนั้นคำแนะนำในช่วงบ่ายเราจึงแนะนำให้หาจังหวะทยอยสะสมหุ้นที่ได้รับผลดีจากราคาน้ำมับดินที่ปรับตัวลดลงอย่างหุ้นในกลุ่มสายการบินเป็นต้นส่วนแผนการดำเนินการในปี 2559 บริษัทเตรียมออกผลิตภัณฑ์ใหม่ อิฐมวลเบาประเภทตกแต่ง ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า โดยคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้จากสินค้าใหม่เข้ามาในไตรมาสที่ 1/59 และจะเร่งบุกตลาดโครงการภาครัฐ ซึ่งจะมีการลงทุนในโครงการต่างๆ เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน รถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วขนาดรางกว้าง 1.435 เมตร และโครงการขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ อีกหลายเส้นทาง ดังนั้นตั้งแต่ต้นปี 2559 คาดว่าจะสามารถปรับสัดส่วนรายได้เป็นงานภาครัฐ 50% ภาคเอกชน 50%。

อย่างไรก็ตาม นายจอห์นวิลเลียมส์ประธานเฟดสาขาซานฟรานซิสโกได้ออกมาเผยว่า เฟดจะดำเนินการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องในปีนี้โดยคาดว่าอาจจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 หรือ 5 ครั้งขณะที่เจ้าหน้าที่เฟดหลายรายประเมินว่าอาจจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย 4 ครั้งในปี 2559โดยเฟดจะมีการประชุมครั้งแรกของปี 2559 ในวันที่ 26 ถึง 27 มกราคมนี้ ซึ่งแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดยังคงเป็นปัจจัยกดดันการลงทุนในทองคำทั้งนี้คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 4/58 คาดว่าจะออกมาดีเป็นพิเศษ เพราะนอกจากเป็นช่วง High season ของธุรกิจแล้ว COM7 ยังได้รับประโยชน์จากมาตรการลดหย่อนภาษีของรัฐบาลราคาขึ้นทำ Higher High เป็นการยืนยันทิศทางขาขึ้น อีกทั้งสัญญาณต่างๆที่บ่งชี้ในทางบวกระยะสั้นแกว่งในกรอบ sideway หรือในกรอบระหว่าง 6.25-7.15 บาท คาดว่าจะยังไม่มีทิศทางชัดเจนจนกว่าจะแกว่งออกจากกรอบ แนะนำเก็งกำไรในกรอบดังกล่าวไปก่อน ส่วนจุดตัดขาดทุนจะอยู่ที่ 6.20 บาท ,รวมไปถึงการปรับลดลงแรงของราคาน้ำมัน เป็นปัจจัยกดดัน SET ตั้งแต่เปิดตลาด อย่างไรก็ตามล่าสุด กลต.จีน กำหนดให้ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่ถือหุ้นเกิน 5% จะสามารถขายหุ้นได้ไม่เกิน 1% ของหุ้นที่ถือหุ้นภายในระยะเวลา 3 เดือน และต้องแจ้งแผนในการลดหุ้นให้กับ กลต.ทราบก่อนล่วงหน้า 15 วัน ซึ่งคาดว่าจะทำให้แรงขายหุ้นโลกชะลอตัว และหวัง Technical Rebound ระยะสั้นโดยบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ระบุในบทวิเคราะห์(7 ม.ค.)ว่า AAV ราคาเหมาะสม 6.50 บาท จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงแรงถึง 5% คืนวานนี้ คาดว่าจะเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มสายการบิน เนื่องจากต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นต้นทุนหลักในการดำเนินธุรกิจสายการบิน ซึ่งแทบทุกสายการบิน ณ ปัจจุบัน ไม่มีการซื้อสัญญาล่วงหน้าน้ำมัน เพื่อเปิดรับประโยชน์อย่างเต็มที่กับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่อยู่ในช่วงขาลง,ขณะที่ภาพรวมตลาดวัสดุก่อสร้าง-อิฐมวลเบาในประเทศในปี 2559 จะมีแนวโน้มค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น ตามการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ และคาดว่าจะส่งผลให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์กลับมาลงทุนในโครงการใหม่มากขึ้นในอนาคต ซึ่งจะทำให้ความต้องการสินค้ากลุ่มวัสดุก่อสร้าง-อิฐมวลเบาในประเทศมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้นตามไปด้วยประมาณการใน Bloomberg consensus คาดว่ากำไรงวดปี 58 จะเพิ่มขึ้นถึง 495% ในปี 58 จากฐานที่ต่ำในปีก่อนหน้า และเติบโตลดลงแต่ยังแข็งแกร่งเป็น 31% ในปีนี้ สำหรับรูปแบบราคาของ BA กลับมาเกิดความแข็งแกร่งครั้งใหม่อย่างชัดเจนหลังเมื่อวานนี้ปิดตลาดที่ 24.00 บาท ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่เข้ามาซื้อขายในตลาด หลังราคาสามารถยืนเหนือเป้าหมายสำคัญที่ 23.70 บาทไปได้แล้ว คาดว่าจะปรับตัวขึ้นต่อเพื่อไปทดสอบเป้าหมายสำคัญของการทำ New High ที่ 24.90 บาท และ 28.25 บาทตามลำดับ โดยมีจุด Stop Loss ในรอบนี้อยู่ที่ 23.40 บาท (แนวต้าน: 24.30, 24.60, 25.00; แนวรับ: 23.80, 23.50, 23.00),เครดิตฟรี ไม่ต้องฝาก 2019、ด้านแหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ข้อมูล ณ วันที่ 30 ธ.ค.58 พบว่ากลุ่มโซลาร์ฟาร์มค้างท่อ ที่สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้มีเพียง 15 โครงการ จำนวน 114.2 เมกะวัตต์เท่านั้น จากจำนวนทั้งหมด 171 โครงการจำนวนรวม 984 เมกะวัตต์ ขณะที่ข้อมูล ณ วันที่ 4 ม.ค.59 พบว่ามีโครงการทีจ่ายไฟฟ้าระบบเพิ่มเป็น 64 โครงการ กำลังผลิตรวม 368 เมกะวัตต์สำหรับรายได้รวมในปี 58 บริษัทคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.4 พันล้านบาท โดยไตรมาส 4/58 ดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 4/57 ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี และน่าจะส่งผลดีถึงไตรมาส 1/59 ขณะที่ปัจจุบันบริษัทมี Backlog ประมาณ 2400 ล้านบาท โดยใช้ระยะเวลา 1.5 ปี ในการทยอยรับรู้รายได้ ซึ่งเฉพาะในปีนี้จะรับรู้รายได้ 60% ของ Backlog ทั้งหมด โดยบริษัทจะทยอยหางานเข้ามาเพิ่มอีกในอนาคต เพื่อรักษาระดับมูลค่างานในมือ (Backlog) ไว้ไม่ต่ำกว่า 2พันล้านบาทนอกจากนี้บริษัทยังมองหาพันธมิตรร่วมลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขณะนี้เจรจาอยู่ 2-3 กลุ่มทั้งในและต่างประเทศ เพื่อศึกษาทั้งแผนร่วมทุนและการเข้าซื้อกิจการที่มีความถนัด ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อขยายกลุ่มลูกค้า ขยายพื้นที่ โดยคาดว่าจะสรุปได้ 1 ดีลในปีนี้ ขณะที่ยังมีแผนจะล้างหนี้ที่มีอยู่ราว 500-600 ล้านบาทให้หมดในอีก 2 ปีหรือภายในปี 61 ด้วยOCEAN เบรกหัวทิ่ม! กรมฯลั่น อปท. หมดสิทธิ์ชิงเค้กโซลาร์ส่วนราชการ-สหกรณ์ฯ หุ้นยุโรปปิดร่วง นักลงทุนวิตกตลาดหุ้นจีนดิ่งหนัก ,แนวต้าน : 764 และ 770ณ เที่ยงวันนี้ ตามเวลาโตเกียว ดอลลาร์ซื้อขายที่ระดับ 117.99-118.00 เยน เมื่อเทียบกับ 118.45-118.55 เยนที่ตลาดนิวยอร์ก และ 118.73-118.75 เยนที่ตลาดโตเกียว ณ เวลา 17.00 น. เมื่อวานนี้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรหมายเลข 341 ซึ่งเป็นมาตรวัดอัตราดอกเบี้ยระยะยาว ปิดที่ 0.240% ลดลง 0.010% จากระดับปิดเมื่อวานนี้สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เกาหลีเหนือรับทดสอบนิวเคลียร์ครั้งที่ 4 และยังระบุด้วยว่า ประสบความสำเร็จทดสอบระเบิดไฮโดรเจนครั้งแรกวันนี้。

Will 2019 see an increased chance for military confrontation in Asia?

Flashpoints and Arms Races to Watch in 2019

In this Friday, April 13, 2018, file photo released by Military News Agency, Taiwan’s President Tsai Ing-wen, second from left, inspects on a Kidd-class destroyer during a navy exercise off the northeastern port of Su’ao in Yilan County, Taiwan. Tsai boarded a navy destroyer to review military drills ahead of planned war games by rival China.

Credit: Military News Agency via AP, File

The 2019 security outlook for Asia, as in past years, is dominated by a number of regional flashpoints that include the Korean Peninsula, the South and East China Seas, as well as the Taiwan Strait, all of which have the potential to trigger a military confrontation. Nonetheless, there appears to be a reduced risk for open military clashes in all of the four cases in the next 12 months.

Simultaneously, 2019 will likely see an intensification of the war in Afghanistan, amid ongoing peace negotiations?and?the suggested withdrawal of 7,000 U.S. troops from the country;?the presidential election scheduled for the spring?may be postponed. Other areas our readers should watch include:?a possible uptick in violence in Jammu and Kashmir as a result of the 2019 Indian general elections (especially in combination with large-scale, ostensibly Pakistani-sponsored terror attacks, which might compel Indian Prime Minister Narendra Modi to retaliate more forcefully in 2019 than in a non-election year), the usual chance of South Asian border disputes getting out of control, ?and increased naval competition between India, China, and Pakistan in the Indian Ocean. Naval competition is especially noteworthy as all three states are in the process of fielding, or already have deployed, nuclear-armed submarines.

Overall, 2019 will see a general diffusion of military capabilities in the Indo-Pacific region without any single state being capable of dominating the region militarily. While China will remain the region’s top military power, it qualitatively still cannot compete with the much smaller South Korean and Japanese militaries, let alone U.S. forces. In turn, the United States is no longer capable of militarily dominating the region as it had during the 1990s and 2000s. Consequently, an uneasy balance of power is expected to prevail in the region.

Flashpoints

First, should North Korea continue to refrain from further testing of nuclear weapons or long-range missiles, 2019 will most likely be dominated by summit diplomacy with North Korean leader Kim Jong Un possibly parlaying face-to-face with Russia’s Vladimir Putin, Japan’s Shinzo Abe, South Korea’s Moon Jae-in, and the United States’ Donald Trump.? Conversely, a major known unknown will be the reaction of the U.S. president once it will become clearer in 2019 that Pyongyang will not relinquish its nuclear deterrent.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Second, while the United States, along with its regional allies and partners, will continue to carry out freedom of navigation operations (FONOP)?challenging excessive maritime claims in the South China Sea that will draw the ire of Beijing, the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) and China are expected to complete the first draft of a South China Sea Code of Conduct in 2019. Following a steady Chinese military buildup in the contested waters over the past years, an uneasy military stalemate will likely continue to hold throughout the next 12 months.

Third, after tensions between China and Japan in the East China Sea spiked in 2012, last year saw a number of Chinese intrusions into Japan’s contiguous marine zone. Yet, the past 14 months have nevertheless seen a marked diffusion of bilateral tensions — a trend expected to continue into 2019. Both countries will push on with the implementation of East China Sea crisis management and communication mechanisms, officially agreed to in December 2017. Chinese President Xi Jinping will also make his first official visit to Japan in June 2019.

Fourth, while China has stepped up its military pressure on Taiwan throughout 2018, including long-range bomber patrols?and naval exercises in close vicinity to the island (the People’s Liberation Army openly seeks readiness to invade Taiwan by 2020), a cold peace between Taipei and Beijing is likely to prevail throughout 2019. Nonetheless, the Taiwan Travel Act, a U.S. law enacted to revitalize reciprocal visits between the U.S. and Taiwan by high-level government officials and signed into law in 2018, as well as a $1 billion U.S. arms package for Taiwan, is bound to increase tensions throughout 2019.

The 2019 Arms Races

All Asian powers are expected to continue their military modernization programs throughout 2019 with six regional states likely making the 2019 top 10 global military spenders’ list. Here are several military hardware developments worth keeping an eye on:

First, India is expected to induct its most advanced nuclear-capable intercontinental ballistic missile (ICBM), the Agni-V,?to date in the first quarter of 2019. With its increased range and accuracy, the introduction of this new weapon system could pose a problem for long-term strategic stability in Asia. India is also expected to conduct its first real nuclear deterrence patrol in 2019. Long term strategic stability could be further undermined by Pakistani efforts to field a submarine-launched cruise missile (the Babur-3) and a medium-range ballistic missile?fitted with multiple independently targetable re-entry vehicles, or?MIRVs.

Second, China will continue to produce units composed of one of the region’s most advanced long-range air defense system, the Russian-made S-400?Triumf?(NATO reporting name: SA-21 Growler)?into service, which will significantly boost the People’s Liberation Army anti-access capabilities, especially around Taiwan. (Taipei, meanwhile, will continue its development of an indigenous submarine force ?as well as push for the sale of F-35Bs.) China’s first domestically designed and built aircraft carrier, the Type 002 (CV-17), could also enter service as early as the fourth quarter of 2019 further boosting China’s blue water navy capabilities. Notably, the next 12 months may also witness the first operational deployment of a hypersonic glide vehicle (HGV), the DF-17, with significant implications for strategic relations in Asia.

Third, Russia is back as a major military power in the Asia-Pacific. In 2019, the Russian Eastern Military District — the military arm responsible for operations across the Pacific — is expected to receive more than 6,240 pieces of new and upgraded military equipment. 2019 will likely see the delivery of the nuclear-powered ballistic missile submarine Knyaz Vladimir, the Russian Navy’s first upgraded Project 955A?Borei II-class boomer, to the Pacific Fleet. ?Russia’s Strategic Missile Forces are also slated to receive their first HGV in 2019. Additionally, the first batch of Sukhoi Su-57 fighter aircraft, Russia’s first indigenously designed and built fifth-generation stealth fighter jet, is expected to be be delivered to the Russian Air Force in late 2019. Finally, Russia is expected to commission its largest nuclear-powered icebreaker in 2019, whose primary mission will be to clear passages for ship traffic on the Northern Sea route, which runs along the Russian Arctic coast from the Kara Sea to the Bering Strait.

Fourth, the air forces of Australia, Japan, and South Korea will also continue to induct their fleets of F-35A Lightning II Joint Strike Fighters in 2019. These aircraft will primarily serve as platforms for long-range air-to-surface/air-to-air standoff missiles. The Diplomat readers should pay special attention to these weapons systems as they will be an important factor in determining the military balance in East Asia and beyond. Other noteworthy developments to keep an eye on in 2019 are bilateral drills involving Japan’s recently stood up Amphibious Rapid Deployment Brigade, South Korea’s continuous development of its?Kill-Chain pre-emptive strike capabilities, and Australia’s SEA 1000 Future Submarine Program.

Another important development to follow will be Japanese deliberations over the procurement of?vertical or short takeoffs and vertical landings F-35Bs and to convert the?Izumo-class of helicopter destroyers into full-fledged aircraft carriers to accommodate the new aircraft. Additionally, readers should pay special attention to Vietnam’s defense deals in 2019. Russia and Vietnam are in final talks over the purchase of 24 Su-35S “Flanker-E” multirole fighter jets — assumed to be delivered in two batches of 12 — with details of the contract reportedly finalized during the visit of Russian Defense Minister Sergei Shoigu to Hanoi in January 2018. Negotiations over the acquisition of two S-400?Triumf? batteries are purportedly also at an advanced stage.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

The United States is expected to maintain a similar force posture in the Asia-Pacific as in 2018 with no major changes save for the deployment of an additional three-ship amphibious ready group (ARG) into the region. Additionally, the U.S. will maintain its continuous bomber presence mission as well as its only forward-deployed? Nimitz-class supercarrier, along with no significant increase or decrease of U.S. ground forces in the Asia-Pacific region. Notably, however, the U.S. could quietly begin negotiating with Japan and South Korea over the deployment of future U.S. ground-launched ballistic and cruise missiles on their territories following the termination of the INF treaty, which could make 2019 a particular eventful year for nuclear diplomacy in Asia. 2019 will also likely see the first deployment since 2017 of a Littoral Combat Ship to the region.

While next year will not see a Rim of the Pacific Exercise (RIMPAC), and scaled down Foal Eagle and Key Resolve exercises, The Diplomat readers should follow the first ever tri-services joint exercises between India and the United States in 2019, the first ASEAN-U.S. Maritime Exercise, ?as well as the annual iterations of the Russia-China “Peace Mission” and “Joint Sea” military drills. Interestingly, the 23rd rendition of the Malabar naval exercise, involving aircraft and ships from Indian Navy, the U.S. Navy, and the Japan Maritime Self Defense Force, is expected to take place in Japanese waters for the first time in 2019.

Outlook

Notably, the absence of a single dominating regional military power in combination with the proliferation of advanced military capabilities in the Asia-Pacific region increases the chances of miscalculation when it comes to assessing the costs and benefits of limited war. The Asia-Pacific region will remain the most militarized region in the world in 2019. The three largest defense budgets in the world are in countries with significant military assets in the region:?the United States, China, and Russia.

This should not distract from the optimistic outlook that 2019 will likely see a reduced risk for military confrontation. The Diplomat readers should, however, keep in mind: Despite our best efforts, the next major military confrontation in the Asia-Pacific, like most military conflicts, will almost certainly come as an apparent surprise and when least expected.

Franz-Stefan Gady is a Senior Editor with the The Diplomat and Senior Fellow with the East West Institute. He tweets @hoanssolo.?