Trans-Pacific View | Politics

918Kiss: The US Consensus on China Is Just a Mirage

บอลหญิง, AIE เผยไฟไหม้ถังเก็บกรดฯวานนี้เสียหายเล็กน้อย ไม่กระทบการผลิตมีความพยายามที่จะฟื้นตัวในช่วงท้าย แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันจากเครื่องมือ ดังนั้นจึงอยู่ในสภาวะที่ยังไม่น่าไว้วางใจนัก วันนี้จึงขยับแนวรับลงมาเล็กน้อยเป็น 1,375-1,370 จุด ต่ำกว่านี้ถอยดูสถานการณ์ส่วนแนวต้านปรับลงมาที่ 1,385-1,390 จุด,อย่างไรก็ตาม บริษัทอยู่ระหว่างทำแผนการดำเนินงานในปี 59 คาดว่าจะเปิดเผยได้ในเดือนก.พ.59 ซึ่งจะสามารถระบุถึงเป้าหมายการเติบโต ,งบลงทุน โดยในเบื้องต้นจะเน้นในเรื่องของ New Application New DATA รวมถึงการขยายมีเดีย เป็นต้น、เดิมพันฟรี แอ พ เล่น poker、โดยอัตราสูงสุดของราคารับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนแวียนแบบ Feed-in Tariff ซึ่งการคัดเลือกโดยการแข่งขันทางด้านราคาจะพิจารณาจากอัตราส่วนลดเป็นร้อยละของราคารับซื้อไฟฟ้าในส่วนของอัตรารับซื้อไฟฟ้า FiT ในส่วนคงที่เท่านั้น โดยกำหนดสำหรับก๊าซชีวภาพ(น้ำเสีย/ของเสีย) อยู่ที่ 3.76 บาท/หน่วย และชีวมวล แบ่งเป็น ขนาดกำลังการผลิต น้อยกว่าหรือเท่ากับ 1 เมกะวัตต์ อยู่ที่ 3.13 บาท/หน่วย ,กำลังการผลิตมากกว่า 1-3 เมกะวัตต์ อยู่ที่ 2.61 บาท/หน่วย และกำลังการผลิตมากกว่า 3 เมกะวัตต์ อยู่ที่ 2.39 บาท/หน่วย, หลังจากการเข้ามาล้างบ้าน และเคลียร์ปัญหาต่าง ๆ ของผู้บริหารใหม่ ที่ผ่านมาถือว่าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก สะท้อนได้จากตัวเลขผลงานในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ที่เราสามารถบริหารงานจนมีกำไรสุทธิได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งแน่นนอนว่าเมื่อผลประกอบการเทิร์นอะราวด์กลับมาแล้ว ในไตรมาสสุดท้ายตัวเลขออกมาคงจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราเชื่อว่าตัวเลขทั้งปีจะเป็นบวกได้ นายภัทรภพ กล่าวส่วนสต็อกน้ำมันดิบในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 13 พ.ย. เพิ่มขึ้นเพียง 252,000 บาร์เรล สู่ระดับ 487.3 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 8 ติดต่อกัน ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะพุ่งขึ้น 2 ล้านบาร์เรลอนึ่ง ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้บริหารจัดการบริการ NXT DIGITAL คือ แคสเซิล มีเดีย ซึ่งเป็นผู้ติดตั้งระบบปฏิบัติการที่มีคุณภาพระดับโลก ในการถ่ายทอดสัญญาณบรอดคาสต์ และเครือข่ายดิจิตอล ทั้งในอินเดียและต่างประเทศนายเจฟฟรีย์ แลคเกอร์ ประธานเฟดสาขาริชมอนด์ กล่าวเมื่อวานนี้ว่า เขาเชื่อว่าเฟดควรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนหน้า โดยระบุว่า เหตุผลในการสนับสนุนให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย มีน้ำหนักมากขึ้นในปีนี้ และขณะนี้ยังไม่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลงภาวะดังกล่าวSET : ลงมาได้ แต่อย่าให้ New Low,ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นยุโรปได้รับแรงกดดันจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์รุนแรงในกรุงปารีส โดยล่าสุดได้เกิดปะทะกันที่บริเวณแซงต์ เดนีส์ ชานกรุงปารีสเมื่อวานนี้ ระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ต้องสงสัยก่อเหตุวินาศกรรมในปารีส จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตหลายคน กระทรวงมหาดไทยฝรั่งเศสรายงานว่า ผลจากปฏิบัติการบุกไล่ล่าผู้ก่อการร้าย และตรวจค้นแหล่งกบดานทั่วประเทศ ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัวผู้ต้องสงสัย 25 ราย และยึดอาวุธ 34 รายการเมื่อคืนนี้ดัชนี SET ช่วงเช้าปิดลบ 1,383.31 (-6.86 จุด,-0.49%) กรอบ 1382-1394 มูลค่าการซื้อขาย 17,090.671 ลบ. เรียงลำดับมูลค่าการซื้อขาย ENERG ICT CONMAT BANK FOOD FIN PROP HELTH TRANS ตามลำดับ ตลาดภูมิภาคผันผวน [Nikkei 225+0.79%][FBMKLCI -0.07%][HSI +0.10%][SSE +0.17%][TAIEX -0.94%] โดยตลาดหุ้นโตเกียวปิดภาคเช้าพุ่งขึ้นในวันนี้ เนื่องจากบรรยากาศการซื้อขายได้รับแรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรปเมื่อคืนนี้ และมีปัจจัยบวกจากเงินเยนอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ หนุนหุ้นกลุ่มส่งออกพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ติดตามรายงานการประชุมนโยบายการเงินของเฟด ในวันพุธนี้ตามเวลาสหรัฐ เพื่อจับสัญญาณว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้าหรือไม่ ขณะที่ผลสำรวจล่าสุดของ CMEGroup s Fedwatch ระบุว่า โอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค.นั้น มีสูงเกือบ 70% KTC (BUY:[email protected]): เรายังชื่นชอบกลยุทธ์การตลาดของ KTC ที่ยังเน้นรุกออกโปรแกรมส่งเสริมการขายเพิ่มมากขึ้น โดยช่วง 4Q58 เข้าสู่ High Season และคาด NIM จะเพิ่มขึ้นหลังต้นทุนการเงินลดลง ปี 58 คาดกำไรโต 17.4%YoY และโตต่อ 10%YoY ในปี 59 เมื่อบวกกับยังมี Upside 12% และมีฐานะการเงินแกร่ง จึงคงแนะนำ ซื้อ MINT (BUY:[email protected]): ช่วง 4Q58 คาดกำไรโต YoY โดยเฉพาะธุรกิจในไทยที่ได้อานิสงส์บวกจาก High Season อีกทั้งคาดรับรู้การขาย pool villas ราว 2-3 ยูนิต ขณะที่ธุรกิจในต่างประเทศยังเติบโตสดใส ทำให้ปี 58 คาดกำไรปกติโต 8%YoY และโตต่อ 10%YoY ในปี 59 และเมื่อบวกกับปัจจุบันยังมี Upside 19.4% จึงแนะนำ ซื้อ ,SET : ลงมาได้ แต่อย่าให้ New Lowในปีหน้าบริษัทวางงบลงทุนรวม 200-300 ล้านบาทเพื่อใช้ในการปรับปรุงระบบและใช้ลงทุนทั่วไปภายในโรงงาน ขณะที่มีแผนการขยายฐานลูกค้าเข้าสู่ตลาดรถบรรทุกขนาดใหญ่ (BIG TRUCK) และตลาดรถมอเตอร์ไซค์ ขนาดใหญ่ (BIG BIKE) เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง บริษัทฯได้ตั้งเป้าหมายปี 62 จะมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจใหม่ดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 25% จากปัจจุบันยังมีสัดส่วนรายได้ที่น้อยอยู่ อีกทั้งยังสนใจขยายฐานลูกค้าไปยังตลาดรถยนต์นั่ง และ NON AUTO เช่น เครื่องจักรกลทางการเกษตร เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้นBLA Trading แนวรับ 51.25 แนวต้าน 53.00, 54.00 ตัดขาดทุน 50.25。

นิกเกอิปิดเช้าพุ่ง 276.50 จุด รับเฟดส่งสัญญาณขึ้นดบ.คำแนะนำของ ASLซื้อระยะสั้นเมื่อยืน 9.50 หรือปรับตัวซื้อเมื่อยืนแนวรับหลัก 9.00 EARTH ออกหุ้นกู้ 1.5 พันลบ. ขายผู้ลงทุนสถาบัน-รายใหญ่ 14-16 ธ.ค.นี้, DTAC เร่งเปิด 4G เต็มรูปแบบ เผยอยู่ระหว่างเจรจากับ CAT เพื่อพัฒนาคลื่นที่เหลือ,ราคาหุ้นบริษัท โรงพยาบาล ลาดพร้าว จำกัด (มหาชน) หรือ LPH ปิดตลาดวันนี้ราคาอยู่ที่ 6.15 บาท บวก 0.35 บาท หรือ 6.03% สูงสุดที่ 6.20 บาท ต่ำสุดที่ 5.75 บาท มูลค่าซื้อขายที่ 101.99 ล้านบาท CHO หั่นเป้ารายได้ปีนี้เหลือโต 2% จากคาด 10% หลังโครงการรถเมล์ NGV ล่าช้าฃ- นายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น คาดจะประกาศแผนทบทวนกลไกการปล่อยเงินกู้สกุลเงินเยนในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีเป้าหมายที่จะขยายการให้บริการโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานไปยังกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยกลไกดังกล่าวจะช่วยคานน้ำหนักของธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (AIIB) ที่อยู่ภายใต้การนำของจีน ซึ่งญี่ปุ่นไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกปัจจัยไทย รมว.คลัง คาดว่า กระทรวงการคลังจะเสนอเรื่องการจัดตั้ง Thailand Future Fund ขนาด 1 แสนล้านบาทเข้าที่ประชุมครม.ภายใน 2 สัปดาห์ ทั้งนี้เพื่อเป็นช่องทางระดมทุนมาใช้ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน,CPNTrading buy ปิด: 46.25 แนวรับ: 46.25-45.25 แนวต้าน: 47.5-48.5อย่างไรก็ตาม บริษัทอยู่ระหว่างทำแผนการดำเนินงานในปี 59 คาดว่าจะเปิดเผยได้ในเดือนก.พ.59 ซึ่งจะสามารถระบุถึงเป้าหมายการเติบโต ,งบลงทุน โดยในเบื้องต้นจะเน้นในเรื่องของ New Application New DATA รวมถึงการขยายมีเดีย เป็นต้นแนวต้าน 9.40 9.50 บาทRes 61.75-62.00 / Sup 56.50、ช่วงบ่าย: การอ่อนตัวให้ติดตามแนวรับ 1375-1380 จุด ซึ่งคาดยังไม่ต่ำกว่า ตามภาพรวมช่วงนี้ ซึ่งมอง SET เป็นรอบรีบาวด์ ซึ่งมีแนวต้านอยู่ที่ 1400 และ 1410 จุด ตามลำดับ ส่วนกรณีผิดคาด หลุดต่ำกว่า 1375 จุด จะกลับมาเป็นสัญญาณลบ กลยุทธ์ ตลาดยังเก็งกำไรได้ แต่หากต่ำกว่า 1375 จุด ควรขายลดพอร์ตบ้าง เช่นเดียวกับผู้ที่ถือหุ้นอยู่ ทั้งนี้ หุ้นแนะนำตามสัญญาณเทคนิค ได้แก่ PLANB (รับ 7.15 ต้าน 7.90 cut 6.90) UREKA คาดผลประกอบการ Q4/58 เริ่มฟื้นตัว ตามทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์55.50 58.50PTT ปิดที่ 263.00 บาท ลดลง 8.00 บาท,ส่วนความคืบหน้าการขยายไลน์ธุรกิจสู่กลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก ปัจจุบันบริษัทได้รับคำสั่งซื้อมาแล้ว 50 เครื่อง มูลค่าประมาณ 60 ล้านบาท โดยคาดจะทยอยส่งมอบสินค้าใน 2 ปี、เดิมพันฟรี W88คาสิโนออนไลน์、PLANB ราคาปิด : 7.15 บาท 16 20 พ.ย.2558 การประชุมรัฐมนตรีคลังยุโรป ติดตามการแถลงของมาริโอ ดรากี ประธาน ECB อาจมีการย้ำถึงโอกาสในการขยายขนาดวงเงิน QEทั้งนี้ ฝรั่งเศสเป็นคู่ค้าอันดับที่ 25 ของไทย เป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับที่ 26 และเป็นอันดับที่ 4 ในสหภาพยุโรป และเป็นแหล่งนำเข้าอันดับที่ 18 ของไทย ภาพรวมการส่งออกของไทยไปฝรั่งเศส ตั้งแต่ปี 2553-2557 มีมูลค่าเฉลี่ยทั้งสิ้น 4,912.02 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีดุลการค้าเฉลี่ยทั้งสิ้น -1,624.24 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยปี 2557 มีมูลค่าการส่งออก 1,645.82 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีมูลค่าการนำเข้า 1,792.98 ล้านเหรียญสหรัฐฯ。

Anyone hoping that U.S. China policy will avoid the pitfalls of growing political polarization is going to be disappointed.

The US Consensus on China Is Just a Mirage
Credit: Depositphotos

It’s been assumed that Washington, D.C. has finally reached a consensus on China and any suggestion that differences may persist is gently chided. U.S. relations with China are described as the “last bipartisan issue in Washington,” and there’s some evidence of that. Republican Senator John Barrasso said that China is an “enduring strategic threat to us” and emphasized that “[i]t’s important to speak with a unified voice.” Democratic Senator Tim Kaine said that “even if we had criticisms occasionally about Trump’s strategy on China, we didn’t criticize his motive. We thought, ‘He sees the challenge the right way.’” The U.S. public seems to be on board too, with the Pew Research Center reporting large bipartisan majorities of Americans in support of promoting human rights in China.

It’s not hard to see why either – China gives Americans the foreign adversary that they love to pit themselves against and provides a foolproof argument for stimulating domestic industry. China’s economic practices are problematic, its military posturing directly threatens U.S. allies, and reports of its human rights abuses are abhorrent. In other words, there’s something for everyone to dislike.

The problem is it won’t last. Nature abhors a vacuum; U.S. politics abhors consensus. As long as political incentives lead parties to differentiate themselves and exploit divisions to play to political bases, then any consensus will be superficial and fleeting. In fact, anyone hoping that exploiting a threat from China will bring Americans together is going to be disappointed – research has shown that external threats have almost no bearing on domestic polarization.

Just because there’s superficial consensus for now doesn’t mean the parties are identical, either. Meaningful differences exist between the parties – basically Republicans prefer military spending and Democrats prefer industrial policy, though that’s a crude oversimplification. But under conditions of polarization, what those differences are is less important than the fact that differences exist. In polarized politics, bipartisanship is a practical consideration rather than a value of its own. Once practical considerations change, the need for bipartisanship evaporates.

For one thing, political science research has shown that bipartisanship is an electoral strategy that works best when politicians want to secure the support of voters outside of their party, the proverbial swing voters – in other words, bipartisanship is not a natural condition but only possible when incentives permit it. During the Cold War, this helped enable the liberal internationalist coalitions that defined much of U.S. strategy toward the Soviet Union. But with the incentives for bipartisanship removed – and when incentives steer parties toward emphasizing differences – then it’s harder to see how a new “Cold War consensus” could emerge. As researchers Robert Shapiro and Yaeli Bloch-Elkon wrote in 2008, “differences between Democrats and Republicans, and liberals and conservatives, have been as high as 70 percentage points. By comparison, partisan differences did not reach more than 20 points during the Korean War.” In fact, foreign policy could even act as a wedge issue deliberately intended to divide voters by appealing to core constituencies and peeling away swing voters.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

It’s not hard to see how this could apply to U.S. policy toward China (and already has). Indeed, the fissures are already there to be exploited. Senate Minority Leader Mitch McConnell has already warned Democrats against putting government programs under the umbrella of “China policy.” Lines of attack against Biden have been opened from the left, not only from overtly socialist outlets like Jacobin but also from more mainstream outlets like The Progressive and The Nation, as well as members of Congress. Differences can emerge among voters too – in the Pew Research poll mentioned above, Republicans support limiting China’s power and growth more than Democrats by an almost 2:1 margin. In fact, Republicans and Democrats are inversed in terms of whether they prefer the promotion of human rights or preventing China’s rise.

Obviously, it’s often healthy to avoid consensus. Rather than being an intrinsic good unto itself, the value of consensus is the political space it makes available for constructive decision making. One of the reasons the United States found itself engaged in Afghanistan and Iraq for so long was because critical perspectives were marginalized in deference to a consensus that was based on faulty grounds. Some of the pushback against deepening confrontation with China is well-intentioned and thoughtful, relating to concern over what it may mean for military spending relative to other priorities, concern that the threat is exaggerated, or that it may limit the possibilities for cooperation in areas of common concern such as climate change.

The first problem isn’t that there’s something wrong with new and different ideas, it’s the question of what happens when it’s time to arbitrate among those different perspectives in order to actually move policy. This is especially challenging in intraparty disputes when political allies want input over the policy process and effectively circumscribe the options available to Biden. For example, the Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership (formerly just the TPP) is a massive agreement that meaningfully contributes to economic growth in the Asia-Pacific and sets a high standard for economic rules and norms, which will go a long way toward determining the geopolitical shape of the Asia-Pacific, but U.S. participation is a nonstarter given ratification is almost completely nonviable politically. If the United States maintains a light economic foothold in East Asia because executive orders and enforcement are the only practical steps the Biden administration can take, it ultimately won’t advance U.S. goals of setting rules and connecting markets.

Then there’s the other, bigger, and distinctly modern American problem of what to do when critics are opening lines of attack just for the sake of it and using distinction to create difference. It’s one thing to be an arbitrator in a marketplace of ideas, but a much different thing to do that when the critics aren’t arguing in good faith but still command serious influence in the policy process. This is why McConnell’s line about keeping initiatives to respond to China focused and limited can have the practical effect of putting a ceiling on the nature of Biden’s response and can lead to the possibility that initiatives take a least-common-denominator approach that garners the broadest support – very frequently, military spending, even if a more multifaceted response is in order. There’s also the ominous situation of hawks getting more hawkish simply to differentiate themselves from Biden, bringing with it the risk of such figures boxing themselves in on the options available to them and increasing the rhetoric that causes violence against Asian-Americans.

The most enduring consensus will be the mostly broad agreement on the nature of the challenge posed by Xi Jinping’s leadership, which itself is not a bad thing to come to an agreement on. Agreeing on how exactly to respond to that challenge will be much more difficult. If responding to China depends on bipartisan consensus, discerning which actors in Washington are operating in good faith and which are playing the role of an insincere spoiler will almost be as important as any strategy document.