Interviews | Diplomacy

best horse racing tipsters: China-US Rivalry: The Taiwan Factor

ตรวจ หวย งาน นี้, EPG ตั้งเป้ารายได้งวดปี 59/60 โต 20% ผู้ถือหุ้นรายใหญ่เล็งลดถือหุ้นเหลือ 70%ประกอบด้วย จังหวัดขอนแก่น สงขลา เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ในช่วงที่ผ่านมา ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากนักลงทุนอย่างดีเยี่ยม เนื่องจาก TACC ถือเป็นหุ้นที่มีความน่าสนใจอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นในด้านของผลประกอบการที่มีความสามารถทำกำไรได้อย่างโดดเด่นโดยให้อัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) ร้อยละ 93.39 ในปี 2557 และร้อยละ 66.50 ในงวด 9 เดือนแรกของปี 2558 นอกจากนี้ ยังมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน 1.50 เท่า ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำ สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงิน อีกทั้งการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ (Key Strategic Partner) กับ CPALL มานานกว่า 12 ปี ,โดยนักบริหารเงิน คาดว่า วันนี้เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 35.65-35.85 บาท/ดอลลาร์สำหรับงบลงทุนในปีหน้าคาดว่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงปีนี้ที่ราว 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อใช้ในการลงทุนตามแผนและรักษาระดับการผลิตในระดับเดิม ขณะที่วางเป้าหมายจะรักษาต้นทุนการผลิตต่อหน่วยไม่ให้เกิน 40 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หลังในช่วง 9 เดือนแรกปีนี้สามารถลดต้นทุนการผลิตลงมาที่ 40.20 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว มีต้นทุนการผลิตในระดับ 42.22 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล SET พรุ่งนี้ขึ้นต่อ คาดสัปดาห์หน้ายืนเหนือ 1,400คำแนะนำของ ASLซื้อระยะสั้นเมื่อยืนแนวรับหลัก 1.52 ระหว่างวันมีแนวรับ 1.56 แนวต้าน 1.70 / 1.79ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดบวกในวันนี้ โดยดัชนีนิกเกอิปิดบวก 20.00 จุด หรือ +0.10% แตะที่ 19,879.81 จุด เนื่องจากนักลงทุนสถานบันเข้ามาซื้อหุ้นในช่วงท้าย ซึ่งช่วยหนุนตลาดฟื้นตัวขึ้นหลังจากที่อ่อนแรงลงเกือบตลอดทั้งวัน อันเนื่องมาจากตลาดขาดปัจจัยชี้นำ,อนึ่ง น.ส. สุธิดา มงคลสุธี เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการบริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNEX ,ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของบริษัทและบริษัทย่อย งวดไตรมาส 3/58 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2558 มีกำไรสุทธิ 3.82 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.03 บาทต่อหุ้น เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีผลขาดทุนสุทธิ 19.37 ล้านบาท หรือขาดทุนสุทธิ 0.15 บาทต่อหุ้น เนื่องจากมีรายได้จากการให้บริการและการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น รวมถึงมีรายได้อื่นเพิ่มเติม ในขณะเดียวกันต้นทุนบริการและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลงด้วยรวมถึงโรงไฟฟ้าชีวมวลทุ่งสง กรีน (TSG) จ.นครศรีธรรมราช จะก่อสร้างเสร็จสิ้นได้กลางปี 59 อีกทั้งยังมีโรงไฟฟ้าชีวมวลพัทลุง กรีน เพาเวอร์ จ.พัทลุง ขนาด 10 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าชีวมวลสตูล กรีน เพาเวอร์ จ.สตูล ขนาด 10 เมกะวัตต์ ที่จะแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 3/59 ซึ่งจะทำให้มีการทยอยรับรู้รายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาพรวมทั้งปีเติบโตอย่างมีนัยสำคัญดัชนี SET ช่วงเช้าปิดบวก 1,392.51 (+7.54 จุด,+0.54%) กรอบ 1383-1395 มูลค่าการซื้อขาย 14,490.299 ลบ. เรียงลำดับมูลค่าการซื้อขาย ENERG ICT TRANS BANK CONMAT PROP FIN FOOD HELTH ตามลำดับทั้งนี้ TACC เตรียมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 168 ล้านหุ้น คิดเป็น 27.63% ของจำนวนหุ้นที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทภายหลังการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้ โดยคาดว่าจะขายหุ้นไอพีโอและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ได้ภายในปี 2558 นี้ ดาวโจนส์ปิดลบ จากแรงขายหุ้นธุรกิจสุขภาพอย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นนิวยอร์กปรับตัวลงในกรอบที่จำกัด เนื่องจากนักลงทุนขานรับข้อมูลแรงงานที่สดใสของสหรัฐ โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในสัปดาห์ที่แล้ว ลดลง 5,000 ราย สู่ระดับ 271,000 ราย โดยตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าระดับ 300,000 รายเป็นสัปดาห์ที่ 37 ติดต่อกัน และยังคงอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 40 ปี ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าตลาดแรงงานยังคงมีความแข็งแกร่งโดยบริษัทกำหนดกลยุทธ์ตลาดต่างประเทศที่ชัดเจน นำเทคโนโลยีขั้นสูงมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิตควบคู่กับการบริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น (Customer Centric) ผ่านช่องทางและรูปแบบการให้บริการที่หลากหลาย เช่น ศูนย์บริการรถยนต์ Fit Auto และบริการด้านเทคนิค PTT Lube Solution เพื่อให้ลูกค้ากลุ่มยานยนต์และกลุ่มอุตสาหกรรม ได้รับสินค้าและบริการที่คุ้มค่า ตรงความต้องการและเกิดประสิทธิภาพในการใช้งานสูงสุด PTT คาดรายได้ Q4/58 ลดลงจาก Q3/58 หลังราคาน้ำมัน-ก๊าซแนวโน้มปรับลง หุ้นยุโรปปิดบวกหลังประธานอีซีบีส่งสัญญาณกระตุ้นศก.IMPACT(+) SCC MINT BBL CPF ADVANC LH BH DTAC BDMS KTB VGI CPN ROBINS EGCO HANA TISCO。

อนึ่งTACC เป็นผู้ดำเนินธุรกิจจัดหา ผลิต และจำหน่ายเครื่องดื่มประเภทชาและกาแฟที่มีเอกลักษณ์และความแตกต่างอย่างชัดเจน โดยเครื่องดื่มที่สร้างรายได้หลักให้แก่ TACC คือ เครื่องดื่มในโถกดที่เป็นรสชาติหลัก ได้แก่ กาแฟเย็น และชานม ซึ่งจำหน่ายในร้าน 7-Eleven ทุกร้าน นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายภายใต้ตราสินค้าของบริษัทฯ เช่น ชาเขียวพร้อมดื่ม ตรา เซนย่า กาแฟปรุงสำเร็จพร้อมดื่ม ตรา วีสลิม เครื่องดื่มปรุงสำเร็จรูปชนิดผงตรา ซาซ่า ตรา ณ อรุณ และตรา สวัสดี ซึ่งจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศReason: หุ้นปรับตัวลดลงหลุดเส้นแนวรับสำคัญ 9.5 อาจส่งผลให้หุ้นปรับตัวลงแรง ขณะที่เครื่องมือ RSI ปรับตัวลงต่อเนื่อง บ่งชี้ถึงภาวะการปรับตัวลง,อย่างไรก็ตามบริษัทยังคงเป้าหมายจะมีอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย,ภาษี,ค่าเสื่อม และค่าตัดจำหน่าย(EBITDA margin) ในระดับ 70% และคาดว่าจะมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานในระดับ 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ、americas cardroom mobile、ช่วงบ่าย: คาดแกว่งบริเวณ 1,385-1,395 จุด ส่วนภาพสัปดาห์หน้า หากขึ้นยืนเหนือ 1,395 จุดได้ จะเป็นสัญญาณที่ดีขึ้น ส่วนกรณีหลุดต่ำกว่า 1,385 จุด จะลงมาหาบริเวณ 1,370-1,375 จุด ซึ่งเรายังใช้จุดนี้พิจารณา หากไม่ต่ำกว่า ยังมอง SET จะฟื้นตัวได้อยู่ ประเด็นสัปดาห์หน้า ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ (PMI และ GDP) ซึ่งหากดีกว่าคาด จะเพิ่มน้ำหนักที่ว่าเฟดจะเริ่มขึ้นดอกเบี้ยใน ธ.ค. ซึ่งมองปัจุบัน ตลาดตอบรับในทางบวกมากกว่าแล้ว (เชื่อมั่นเศรษฐกิจฟื้นตัว) กลยุทธ์ หากไม่ต่ำกว่า 1,370-1,375 จุด ยังเป็นจังหวะซื้อเก็งกำไรหรือซื้อดักการฟื้นตัวของตลาด ,ส่วนผลการดำเนินงานในปีนี้บริษัทมั่นใจกำไรสุทธิจะทำสถิติสูงสุด (New High) ใหม่ หลังจากที่กำไรสุทธิ 9 เดือนที่ผ่านมาทำได้ 271.52 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 301.16 ล้านบาท ซึ่งการเติบโตของกำไรสุทิเป็นผลมาจากการเติบโตของยอดขายในสาขาเดิม (SSSG) ในปีนี้เติบโตได้ 16% ส่งผลให้ต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ ลดลงLANNA ตั้งงบ 50 ลบ.ปีหน้าขยายท่าเรือที่อยุธยา รับส่งออกปูนเม็ด คาดเปิดบริการขนส่งปูนเม็ดให้ SCC-SCCC ใน H2/59ขณะเดียวกันเตรียมเงิน 50-60 ล้านเหรียญ ซื้อเหมืองถ่านหินมากสุด 2 แห่งในอินโดฯตั้งเป้าผลิต-ขายถ่านหินปี 59 ที่ 5.5 ล้านตันจากปีนี้ทำได้ต่ำเป้ามาที่ 5 ล้านตันขณะเดียวกันตั้งเป้าผลิต-ขายเอทานอลปี 59 ที่ 115 ล้านลิตรจาก 105 ล้านลิตรปีนี้SET : ไม่ขึ้นไม่ว่า ขอแค่รักษาฐาน,สำหรับปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแรงมาจากประเด็นที่ SPORT รายงานผลประกอบการประจำไตรมาส 3/58 มีกำไรสุทธิ 14.26 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 0.04 บาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 54.54 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิต่อหุ้น 0.16 บาท เงินบาทเปิด 35.78/80 กลับมาแข็งค่าจากแรงเทขายดอลล์ มองกรอบ 35.65-35.85สำหรับแผนงานในปี 59 บริษัทจะนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการบริหารช่วงกลางเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ เพื่ออนุมัติแผนการดำเนินงาน และจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งหลัง,AOT ปิดที่ 323.00 บาท เพิ่มขึ้น 5.00 บาทด้านผลประกอบการงวด 9 เดือนแรกของปี 2558 บริษัทฯ มีรายได้รวม 745.42 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนคิดเป็นร้อยละ 3.25 โดยมีกำไรสุทธิ 54.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.68 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 77.36% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 30.61 ล้านบาท รวมทั้งสูงกว่ากำไรสุทธิทั้งปีของปี 2557 ที่มีจำนวน 51.84 ล้านบาทเมื่อวานนี้ มีรายงานข่าวว่าธนาคารกลางจีนจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อโครงการเงินกู้ระยะสั้น (SLF) ซึ่งเป็นเครื่องมือในการสนับสนุนสภาพคล่อง สำหรับสถาบันการเงินท้องถิ่น โดยตลาดมองว่าความเคลื่อนไหวล่าสุดของจีนน่าจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องในระบบการเงินของจีนVGI มีเป้าหมายแรกอยู่ที่ 3.82 บาท และมีเป้าหมายเบื้องต้นอยู่ที่ 4.06 บาท (จุด Stop Loss อยู่ที่ 3.66 บาท)นายวิรัตน์ กล่าวว่า แผนลงทุนหลักในปีหน้ายังคงอยู่ในโครงการก่อสร้างคลังก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติหลักเส้นที่ 5 เป็นต้น และยังมองโอกาสการเข้าซื้อกิจการ โดยเฉพาะในกลุ่มสำรวจและผลิตปิโตรเลียมด้วยแนวโน้มการลงทุนในสัปดาห์หน้า คาดว่าตลาดฯมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้าน 1,400 จุด คาดยังรับแรงหนุนเม็ดเงิน LTF-RMF ที่ยังเข้าซื้อ ส่วนแนวรับให้ไว้ที่ 1,390 จุด และยังต้องติดตามดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) เบื้องต้นเดือนพ.ย.ของทั้งสหรัฐฯ, ยุโรป และญี่ปุ่นที่จะทยอยประกาศออกมา? TPCH คาดปี 59 กำไรโต 100% จากปีนี้โตราว 20-30% นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ปี 59 บริษัทตั้งเป้าหมายปริมาณผลิตเพื่อจำหน่ายถ่านหินที่ 5.5 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 58 ที่คาดว่าจะทำได้เพียง 5 ล้านตัน ต่ำกว่าเป้าหมายเดิมที่คาดระดับ 6 ล้านตัน เนื่องจากการผลิตจากเหมืองถ่านหินของบริษัททำได้ต่ำกว่าเป้า โดยการผลิตจากเหมือง LHI ทำได้ 3 ล้านตัน จากเป้า 3.5 ล้านตัน และ SGP ผลิตได้ 2 ล้านตัน จากเป้า 2.5 ล้านตัน ซึ่งเป็นไปตามสถานการณ์ถ่านหินที่อยู่ในช่วงขาลงต่อเนื่อง ทำให้บริษัทไม่เน้นการเพิ่มปริมาณการผลิตโปรโมชั่นพิเศษช่วงเปิดตัวโครงการใหม่ วันที่ 28 29 พฤศจิกายนนี้ เปิดจองโซนหน้าโครงการ รับส่วนลดสูงสุดถึง 150,000 บาท พร้อมรับของแถมหลายรายการ อาทิ แอร์ห้องนอนใหญ่ มุ้งลวดหน้าต่าง ปูสนามหญ้า ถังเก็บน้ำบนดิน และปั๊มน้ำ。

Insights from Russell Hsiao.

China-US Rivalry: The Taiwan Factor
Credit: Office of the President, ROC (Taiwan)

The Diplomat author Mercy Kuo regularly engages subject-matter experts, policy practitioners, and strategic thinkers across the globe for their diverse insights into U.S. Asia policy.?This conversation with Russell Hsiao – executive director of Global Taiwan Institute, senior fellow of The Jamestown Foundation, and adjunct fellow at Pacific Forum – discusses the U.S. approach to Taiwan, and how it factors into the China-U.S. relationship.

Compare and contrast the Trump and Biden administration’s approach to Taiwan.

Despite President Trump’s unpredictability and indifferent attitude toward Taiwan, there were many substantive advances in U.S.-Taiwan relations under his administration. These advances are primarily a function of the fundamental bipartisan shift in the U.S. approach to China toward competition and recognition of Taiwan’s strategic importance in the Indo-Pacific region. Although senior personnel appointments do matter, there are more consistencies than change in the two administrations’ fundamental approach to Taiwan in large part due to these macrolevel changes—even though the means do differ.

The Biden administration has for now maintained many of the features of the previous administration’s approach to Taiwan such as visible support for and measures to expand contacts with Taiwan to push back against the PRC’s growing pressure campaign. The most distinguishable feature between the two administrations’ approach is in President Biden’s focus on strengthening ties with allies and partners based on shared values and thereby collectively restraining Chinese malign behaviors rather than seeking to counter the PRC through unilateral exertion of U.S. military and economic power.

Explain the rising stakes of the “Taiwan factor” in China-U.S. rivalry and global affairs.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

U.S.-China rivalry is growing in tandem with increasing cross-strait tensions, so the stakes are clearly increasing. However, we should also be careful not to overstate the pace of change or assume overly deterministic outcomes based simply on current trends. The dangers of overreacting could stoke a crisis and be potentially as destabilizing as not responding to China’s increasingly aggressive behaviors. The fact of the matter is that growing U.S.-China rivalry will increasingly make Taiwan a factor in overall U.S.-China strategic competition and increasing cross-strait tensions are naturally creating more alignments between Washington and Taipei.

As the points of friction over the Taiwan Factor increase, the risk of miscalculation also increases. The culmination of events could lead to deepening resentments that are already apparent, which would make it very difficult to find off-ramps on either side should a crisis erupt. Yet, competition does not necessarily have to lead to conflict. In order to prevent such an outcome, Beijing should engage in faithful dialogue with the democratically elected leaders of Taiwan before views on the island harden ever more so against Beijing.

Assess the impact of the Taiwan Factor on the G-7 Summit. ?

Taiwan is increasingly seen as the canary in the coal mine for China’s neighbors and particularly democracies for the corrosive effects of China’s growing military, economic, and political influence on the world stage. Beijing’s aggressive tactics such as its intensifying gray zone activities against Taiwan in the economic, political, and military sphere are now being increasingly felt by other countries and businesses. This has laid bare the fact that China’s militarization, coercion, and intimidation may not end with Taiwan.

These perceptions have been amplified manifold against the backdrop of the COVID-19 pandemic, in which the G-7 governments – bound by shared values as open, democratic, and outward-looking societies – have taken note of democratic Taiwan’s exclusion from international health efforts as a result of authoritarian China’s recalcitrance, which prevents the strengthening of cooperation on issues of global concern that is vital to ensure inclusive processes in international organizations.

Explain Taipei’s strategic calculus in engaging the Biden administration to mitigate cross-strait crisis or conflict.

Without endogenous deterrence capabilities like nuclear weapons, Taiwan on its own will have no choice but to fight a losing battle or be coerced to accept Beijing’s terms for negotiations on unification. Washington therefore plays a critical role as a balancer and provides Taipei with the confidence it needs to engage China in cross-straits relations.

While there are growing and compelling calls for Washington to move toward “strategic clarity,” there is little that Taipei can do to force a change in this consideration barring a unilateral move to radically move away from the status quo – it hasn’t done so and arguably need not do so now, since there is greater alignment of interests between Washington and Taipei than ever before since the change in diplomatic ties in 1979.

What is the impact of anti-Asian American and anti-China sentiment on U.S. policymakers’ decision-making process on Taiwan policy and the U.S.-China competition??

The changes in the U.S. approach toward Taiwan have been primarily driven by a fundamental bipartisan shift in the U.S. approach to China and the recognition of Taiwan’s strategic importance in the Indo-Pacific region. This shift in mindset was underscored by Assistant Secretary of State for East Asian and Pacific Affairs David Stilwell in 2020 when he stated: “While they may be interrelated, our relationship with Taiwan is not a subset of our bilateral relationship with the PRC.”

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

U.S. policymakers need to be mindful of the potential effects of anti-China sentiments and negative externalities resulting from its conflation to anti-Asian American sentiments. It is critical that when the U.S. government externally communicates its policy of strategic competition with China, it is properly focused, precise about the malign behaviors, and conscientiously referring to the party-state led by the Chinese Communist Party (CCP). And, most importantly, at the same time as it is talking to its allies and like-minded partners, it should also try to communicate with the people within China, and even more importantly with the domestic audience at home so that the people can have a better understanding about the nature of the challenge.